"คนที่ให้อภัยได้ คือคนที่ใจพัฒนาแล้ว"

บทความเรื่องการให้อภัยและปล่อยวาง: เมื่อใจน้อมกลับมาที่ตัวเอง

เรียบเรียงจากคำสอนพระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโก • สำนักสงฆ์ถ้ำแจ้ง

"คนที่ให้อภัยได้ คือคนที่ใจพัฒนาแล้ว"

เคยไหม เวลามีใครทำอะไรให้เราเจ็บ เราบอกตัวเองว่า "ให้อภัยแล้ว" แต่พอนึกถึงทีไร ใจก็ยังขุ่นอยู่ดี — การให้อภัยจริงๆ อาจไม่ได้อยู่ที่การพูดว่ายกโทษ แต่อยู่ที่ใจของเราเองด้วย

พระอาจารย์ตะวันได้กล่าวไว้ว่า .. คนที่เป็นโทสจริต มักมีความโกรธเป็นเจ้าเรือน หุนหันพันแล่น ฉุนเฉียวง่าย ท่านบอกว่ายาที่ตรงกับโรคนี้คือการเจริญเมตตา เมื่อความโกรธก่อตัวขึ้น ให้เห็นมันเป็นไฟที่กำลังเผา แล้วแผ่เมตตาออกไปดับไฟ

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์

เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

การแผ่เมตตานั้นไม่ใช่การท่องบทสวด แต่เป็นการเห็นว่าทุกชีวิตล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกันทั้งหมด

― ส่วนความเมตตาจะหยั่งลึกได้แค่ไหน วัดได้จากการให้อภัย ท่านแบ่งการให้อภัยออกเป็นสามระดับดังนี้

  • การให้อภัยกับบุคคลที่เหนือกว่าตน มันเป็นเรื่องของความจำยอม

  • การให้อภัยกับบุคคลที่เสมอตน ให้อภัยแฟน ให้อภัยเพื่อน เป็นเรื่องของความพอใจ มันต้องง้อ ต้องอ้อน พอมันสบายใจปุ๊บ มันก็ให้อภัยได้

  • การให้อภัยกับบุคคลที่ด้อยกว่าตน ท่านเรียกว่ายอดแห่งการให้อภัย

เป็นข้อสรุปที่ว่า "คนที่ให้อภัยคนอื่นได้ คือคนที่ใจมันพัฒนาแล้ว"

การให้อภัยคนที่ด้อยกว่าเป็นเรื่องเปราะบางที่สุด เพราะเมื่อใดที่เรารู้สึกว่าอีกฝ่ายด้อยกว่า นั่นแปลว่าใจเราได้ตั้งตนเหนือเขาไปแล้วด้วยอำนาจของทิฐิความถือตน จุดเล็กๆนี้เองที่เป็นจุดสำคัญของคนที่ใจกำลังจะพัฒนา เมื่อเห็นใจตน เข้าใจตน จึงเลิกสงสัยคนอื่นได้

ท่านได้อธิบายเสริมไว้ว่า..ตลอดชีวิตของท่าน ต้องเผชิญการถูกเข้าใจผิดและถูกปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน — จากพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ จากคนที่นินทาโดยไม่เคยมาถามความจริง ไปจนถึงการถูกขับไล่ แต่ท่านเลือกที่จะทน คงไม่ใช่เพราะท่านอ่อนแอ แต่เพราะเห็นว่าการโต้กลับไม่ใช่หนทาง

“ เหตุการณ์ต่างๆ ก็สอนอะไรเรานะ ต้องอดทน เราจะไปตอบโต้เค้าก็ไม่ได้ บางครั้งเราก็ต้องอดทนยอมรับ ,,

และท่านยังชี้ให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งที่ทำให้ใจแข็งแกร่งขึ้น

“ เราจะมีความเห็นอย่างไรก็ตาม เค้าก็ไม่ได้หมุนไปตามความเห็นของเรา เค้าจะหมุนไปตามพฤติกรรมของเค้า คนอื่นจะมองเรายังไงก็ตาม เราก็ต้องหมุนไปตามพฤติกรรมของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเห็นของใคร ,,

คนรักก็มี คนเกลียดก็มี — แต่เราไม่หมุนไปตามคำชมหรือคำติของใคร เมื่อเข้าใจข้อนี้ ก็ไม่ต้องแบกความเห็นของคนอื่นไว้ให้หนัก และไม่ต้องผูกใจเจ็บกับใคร

!สัจธรรมที่ชี้ชัดอีกข้อหนึ่ง

ทำไมเราถึงตัดสินคนอื่นได้ง่ายนัก ท่านชี้ให้กลับมาดูที่ต้นตอ

“ ความชั่วเราเห็นคนอื่นชั่ว เพราะความชั่วอยู่ในใจเรา เราถึงเห็นว่ามันชั่ว จริงๆแล้วความชั่วนั้นอยู่ในใจเรา ,,

“ มันก็ต้องกลับมารู้สึกตัว ว่าเราจะไปสรุปคนอื่นได้ยังไง ในเมื่อเราไม่เคยรู้เลยว่าคนนั้นเขาต้องเจออะไรบ้าง เขาไม่ได้อยากชั่วเลย ไม่มีใครอยากจะเป็นคนชั่วเลย แต่เขาหลงทาง ไม่มีใครตื่นขึ้นมาแล้วอยากเป็นคนชั่ว ทุกคนที่ทำผิดล้วนเพียงหลงทาง และเราเองก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อน

เขาหลงทางเหมือนตอนที่เราหลงทางไง จำไม่ได้เหรอ คนที่ไม่เคยทำผิดไม่มี คนที่ไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยทำผิดพลาดไม่มี ,,

แต่พอเราเริ่มรู้สึกตัวแล้ว เรายังเคยผิดพลาดได้ ทำไมคนอื่นจะผิดพลาดบ้างไม่ได้

“ เราเคยดูถูกดูหมิ่น เราเคยเข้าใจผิด เราเคยว่าคนอื่นอย่างเงี้ย ทุกอย่างมันก็จะย้อนกลับมา มันเป็นเหมือนเงาสะท้อน... เป็นเรื่องเหตุแห่งกรรมและผลของกรรม ,,

เมื่อมองด้วยมุมนี้ คนที่ทำผิดต่อเราจึงไม่ใช่เป้าของความแค้น แต่เป็นเงาที่ทำให้เราได้เห็นตัวเองอย่างชัดแจ้ง

คำตอบของการปล่อยวาง "โอปนยิโก" น้อมกลับมาที่ใจตัวเอง

หัวใจของทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่การมองออกไปข้างนอก แต่อยู่ที่การน้อมกลับเข้ามาข้างใน

“ การเห็นตัวเองพลาดมาแล้ว เมื่อให้อภัยได้ มันจะไม่ถือโทษเลย เพราะเห็นตัวเอง เป็นการน้อมกลับมาถึงตัวเอง เรียกว่าโอปนยิโก คือเป็นการศึกษาที่น้อมเข้ามาเห็นใจตัวเอง ,,

— การน้อมนำธรรมเข้ามาศึกษาที่ใจตัวเอง การให้อภัยจึงไม่ใช่การพูดว่ายกโทษให้ แต่เป็นการเข้าใจว่าคนที่ทำให้เราเจ็บปวดนั้น .. เรากับเขาก็ไม่ต่างกัน ต่างเป็นมนุษย์ที่เคยหลงทางและผิดพลาด ต่างอยู่ร่วมกันในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์ ..

ความเบาที่เกิดขึ้นคือผลของใจที่ไม่ต้องแบกความขุ่นเคืองต่อใครไว้ และนั่นคือเครื่องหมายว่า " ใจของเราได้เติบโตขึ้นแล้ว "

กราบสาธุ #ธรรมบุตร

#พระอาจารย์ตะวัน_ปัญญาวัฒฑโก #สำนักสงฆ์ถ้ำแจ้ง #ธรรมบุตร #ธรรมะ #AjahnTawan

Previous
Previous

ให้เรียนรู้ไปตามสถานการณ์